Lesson

British vs. American English

ภาษาอังกฤษแบบ British (ของสหราชอาณาจักร) และแบบ American (ของสหรัฐอเมริกา) แม้จะเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลาย ๆ ด้าน จนมีคำกล่าวว่าอเมริกากับอังกฤษเป็นสองประเทศที่ถูกแบ่งแยกจากภาษาเดียวกัน ในหลักสูตรภาษาอังกฤษจำนวนมากก็มีการสอนเรื่องความแตกต่างระหว่างภาษาอังกฤษแบบ British กับ American มีการยอมรับโดยทั่วไปว่าภาษาอังกฤษทั้งสองแบบนี้ไม่มีแบบไหนที่ถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องการเลือกนำมาใช้ตามความพึงพอใจและความถนัดมากกว่า โดยภาษาอังกฤษแบบ British กับ American จะมีความแตกต่างกันในประเด็นหลัก ๆ ดังนี้: 

 

คำศัพท์ (Vocabulary) 

 

ความแตกต่างของภาษาอังกฤษแบบ British กับ American ที่เห็นได้ชัดสุดก็คือเรื่องของคำศัพท์ คำศัพท์ที่แม้จะมีความหมายเดียวกันและเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่ชาวสหราชอาณาจักรกับชาวอเมริกันกลับมีคำศัพท์เรียกที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งคำศัพท์เหล่านี้ก็มีนับร้อยนับพันคำและเป็นคำศัพท์ที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน ลองดูตัวอย่างตามตารางด้านล่าง 

 

 

คำศัพท์ British  คำศัพท์ American  ความหมาย 
cinema  movie theater  โรงภาพยนตร์ 
flat  apartment  ห้องชุด 
holiday  vacation  วันหยุด 
lift  elevator  ลิฟต์ 
wardrobe  closet  ตู้เสื้อผ้า 

 

 

 

 

 

คำสมุหนาม (Collective Nouns) 

 

คำสมุหนามหมายถึง คำนามที่บอกลักษณะของคน สัตว์ และสิ่งของที่รวมกันเป็นหมวด เป็นหมู่ เป็นพวก ในภาษาอังกฤษแบบ American นั้น คำสมุหนามจะอยู่ในรูปเอกพจน์ (singular) หมายถึงกล่าวรวมเป็นสิ่งเดียว อย่างเช่นคำว่า band (วงดนตรีใช้เรียกกลุ่มนักดนตรี คำว่า team หมายถึงกลุ่มนักกีฬา ในภาษาอังกฤษแบบ America จะใช้ว่า “This team is the best” (ทีมนี้เยี่ยมที่สุด) *โปรดสังเกตว่าเป็นการใช้ is ซึ่งเป็นกริยา verb to be สำหรับประธานที่เป็นเอกพจน์ โดยในที่นี้ประธานคือ The team* 

 

ในขณะที่ภาษาอังกฤษแบบ British นั้น คำสมุหนามสามารถเป็นได้ทั้งรูปเอกพจน์หรือพหูพจน์ เราอาจได้ยินชาว Britain พูดว่า “The band are playing tonight” หรือ “The band is playing tonight” (วงดนตรีจะขึ้นแสดงคืนนี้) ก็ได้  

 

การแสดงความครอบครอง (Possession) 

 

ในภาษาอังกฤษเราสามารถกล่าวถึงการครอบครองบางสิ่งได้โดยสองวิธีคือการใช้ Have หรือ Have got เช่น  

 

Do you have a computer? / Have you got a computer? (คุณมีคอมพิวเตอร์ไหม?) 

 

He hasn’t got any siblings. / He doesn’t have any siblings. (เขาไม่มีพี่น้องเลย)  

 

She has a beautiful new home. / She’s got a beautiful new home. (เธอมีบ้านสวยหลังใหม่) 

 

ซึ่งการแสดงความครอบครองทั้งสองแบบนี้ต่างก็ถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับทั้งในภาษาอังกฤษแบบ British และ American แต่ว่าโดยส่วนมาแล้วในภาษาอังกฤษแบบ British จะนิยมใช้ have got (have you got, he hasn’t got ฯลฯ) มากกว่า ส่วนภาษาอังกฤษแบบ American ก็จะนิยมใช้ have (do you have, he doesn’t have ฯลฯ) มากกว่า 

 

 

 

การใช้ประโยคแบบปัจจุบันกาลสมบูรณ์ (Present Perfect) 

 

ในภาษาอังกฤษแบบ British นั้นมีการนำ present perfect มาใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อไม่นานมานี้และยังมีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น 

 

I’ve lost my key. Can you help me look for it?  

(ฉันทำกุญแจหาย ช่วยหาหน่อยได้ไหม?) 

 

ส่วนในภาษาอังกฤษแบบ American จะใช้เป็นรูปกาลปัจจุบันอย่างง่าย (Present Simple): 

  

I lost my key. Can you help me look for it? 

  

ซึ่งสำหรับประโยคข้างต้นจะถือว่าไม่ถูกต้องถ้ายึดตามการใช้งานแบบ British แต่อย่างไรก็ตาม ประโยคทั้งสองแบบนั้นถือว่ายอมรับได้ตามมาตรฐานการใช้ภาษาอังกฤษ  

  

กริยาของรูปกาลอดีต (Past Tense Verbs) 

 

การใช้กริยาแบบไม่ปกติ (irregular verbs) ในรูปอดีตของภาษาอังกฤษแบบ British กับ American จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย  

รูปอดีตกาลของคำว่า learn (เรียน) ในภาษาอังกฤษแบบ American คือ learned ส่วนในภาษาอังกฤษแบบ British นั้นสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง learned หรือ learnt 

นั่นคือชาวอเมริกันมักใช้รูปอดีตกาลแบบเติม –ed ต่อท้าย ส่วนชาวบริเตนจะใช้ -t ต่อท้าย 

ส่วนคำกริยาแบบช่องที่ 3 (past participle) นั้น ภาษาอังกฤษแบบ American จะใช้ en เติมท้ายคำกริยาแบบไม่ปกติบางคำ เช่น “I have never gotten caught” (ฉันโดนจับได้) ในขณะที่ภาษาอังกฤษแบบ British จะใช้เป็น  “I have never got caught” กล่าวคือภาษาอังกฤษแบบ American จะใช้ทั้ง got และ gotten สำหรับกริยาช่องที่ 3 ของคำว่า get ส่วนภาษาอังกฤษแบบ British จะใช้ got เท่านั้น 

แต่ก็ไม่ต้องซีเรียสกับเรื่องความแตกต่างเล็ก ๆ ในรูปกาลอดีตของกริยาแบบไม่ปกติเหล่านี้ เพราะทั้งชาวบริเตนและอเมริกันต่างก็สามารถเข้าใจการใช้งานได้ทั้งสองแบบ แม้ว่าชาวบริเตนมักจะมองว่าภาษาอังกฤษของชาวอเมริกันนั้นผิดหลักก็ตาม 

การสะกดคำ (Spelling) 

 

ภาษาอังกฤษแบบ British กับ American มีการสะกดตัวอักษรสำหรับคำ ๆ เดียวกันที่แตกต่างกันเล็กน้อยอยู่เป็นจำนวนหลายร้อยคำ แต่ที่สังเกตเห็นได้บ่อย ๆ จะเป็นคำจำพวกต่อไปนี้ 

 

-คำที่ลงท้ายด้วย -or (แบบ American) และ -our (แบบBritish) 

 

 

สะกดแบบ British  สะกดแบบ American  ความหมาย 
colour  color  สี 
humour  humor  อารมณ์ขัน 
flavour  flavor  รสชาติ 

 

-คำที่ลงท้ายด้วย -ize (แบบ American) และ -ise (แบบBritish) 

 

สะกดแบบ British  สะกดแบบ American  ความหมาย 
 recognise  recognize  จำได้ 
realise  realize  ตระหนัก 
patronise  patronize  อุปถัมภ์ 

 

–คำที่ลงท้ายด้วย –ense (แบบ American) และ –ence (แบบBritish) 

 

สะกดแบบ British  สะกดแบบ American  ความหมาย 
 defence  defense  การป้องกัน 
licence  license  การอนุญาต 
offence  offense  การกระทำผิด 

 

และยังมีการสะกดคำที่แตกต่างกันเล็กน้อยแบบนี้อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำหรับการเขียนที่ดีนั้น เราควรจะเลือกใช้การสะกดคำแบบอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับทั้งงานเขียน จะเป็นแบบ American ก็สะกดแบบ American ให้หมด หรือถ้าเป็นแบบ British ก็สะกดแบบ British ให้หมด  

 

นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ภาษาอังกฤษแบบ British กับ American ยังแตกต่างกันในเรื่องของการออกเสียง (Pronunciation) ทั้งการเน้นและทำนองเสียง ลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบสำเนียงการออกเสียงระหว่างภาษาอังกฤษแบบ British กับ American ได้ที่คลิปนี้

 

 

ในความเป็นจริงแล้ว  ภาษาอังกฤษแบบ British กับ American มีสิ่งที่เหมือนกันมากกว่าสิ่งที่แตกต่างกัน บางครั้งคนก็นำความแตกต่างนี้มาพูดกันแบบเกินจริง เพราะขอแค่เราเข้าใจแบบหนึ่งก็สามารถเข้าใจอีกแบบหนึ่งได้ไม่ยาก  

 

ชาวอเมริกันและบริเตนสามารถสื่อสารเข้าใจกันได้โดยง่าย ยกเว้นเฉพาะกรณีของภาษาถิ่นในบางพื้นที่เท่านั้น เพราะคนของทั้งสองประเทศต่างก็เสพย์วัฒนธรรมและความบันเทิงของกันและกัน เช่นรายการโทรทัศน์และเพลงต่าง ๆ รวมไปถึงหนังสือด้วย  

 

อีกทั้งชาวอเมริกันกับชาวบริเตนมักจะชอบแซวเรื่องสำเนียงของอีกฝ่ายให้เห็นบ่อย ๆ 

Course Discussion