Lesson

 Either กับ Neither

คำว่า Either กับ Neither นั้นจะใช้แสดงถึงสิ่งสองสิ่งหรือคนสองคน และใช้บ่งบอกถึงการเห็นด้วยกับอะไรบางอย่าง  

 

โดยส่วนใหญ่แล้ว Either กับ Neither จะใช้สำหรับแสดงการเห็นด้วยกับประโยคที่เป็นเชิงปฏิเสธ เช่น 

 

A: I’m not hungry. (ฉันไม่หิว) 

B: Neither am I.  / I’m not hungry either.  (ฉันก็ไม่หิวเหมือนกัน) **สามารถเลือกตอบได้ 2 แบบ 

 

 

Mary: She won’t be there.  (เธอคงไม่ไปที่นั่นหรอก) 

John: Neither will I. / I won’t be there either. (ฉันก็คงไม่ไปที่นั่นเหมือนกัน) 

 

ถ้าเราจะใช้ Neither ในการสนทนาแบบนี้ จะต้องใช้โครงสร้างประโยคตามนี้ (ลองสังเกตได้จากตัวอย่างด้านบน): 

 

   Neither + Auxiliary verb (กริยาช่วย) + Subject (ประธาน) 

 

**Auxiliary verb จะต้องอยู่ในรูป Tense เดียวกับประโยคแรกก่อนที่เราจะตอบด้วย Neither  

 

A: I wasn’t happy. (ฉันไม่มีความสุข) 

B: Neither was I.  (ฉันก็เหมือนกัน) 

 

A: They haven’t gone to school.  (พวกนั้นยังไม่ไปโรงเรียน) 

B: Neither have I.  (ฉันก็ยังไม่ไปเหมือนกัน) 

 

A: I couldn’t see him. (ฉันไม่เห็นเขาเลย) 

B: Neither could I.  (ฉันก็ไม่เห็นเหมือนกัน) 

 

ในภาษาอังกฤษนั้น คำที่มีความหมายคล้ายกับ Either และ Neither คือ So กับ Too ที่แปลว่า “เช่นกัน, เหมือนกัน” แต่ตามหลักไวยากรณ์แล้ว So กับ Too ไม่สามารถนำมาใช้แทน Either กับ Neither ได้สำหรับการแสดงความเห็นด้วยกับประโยคในเชิงปฏิเสธ เช่น 

 

I’m not hungry t̶o̶o̶.  ← ใช้ too ในประโยคนี้ไม่ได้เพราะเป็นประโยคปฏิเสธ too กับ so จะต้องใช้กับประโยคในเชิงบวกเท่านั้น 

 

จากประโยคข้างต้น ถ้าจะบอกว่าฉันก็ไม่หิวเหมือนกัน ที่ถูกต้องคือให้ใช้ Either หรือ Neither 

 

I’m not hungry either. / Neither am I. 

 

แต่ในกรณีนี้ ถ้าหากเปลี่ยนรูปประโยคเป็น I am hungry. เราจึงจะสามารถตอบด้วย so หรือ too ด้วย เพราะไม่ใช่ประโยคปฏิเสธ 

 

So am I. / I am hungry too. (ฉันก็หิวเหมือนกัน) 

 

สังเกตว่าการใช้ so / too และ either / neither มีหลักโครงสร้างประโยคเหมือนกัน ต่างกันแค่เปลี่ยนคำเท่านั้น 

So + Auxiliary verb (กริยาช่วย) + Subject (ประธาน) 

 

โดยที่ too กับ either จะวางไว้ท้ายประโยคเสมอสำหรับบทสนทนาที่แสดงถึงการเห็นด้วยในลักษณะนี้ 

 

นอกเหนือไปจากการใช้แสดงการเห็นด้วยในประโยคแล้ว Neither กับ Either ยังใช้สำหรับการกล่าวถึงสิ่งสองสิ่งหรือคนสองคน โดยมีความหมายและหลักการใช้งานดังนี้ 

 

Neither 

 

Neither = ไม่ใช่สิ่งนี้และไม่ใช่สิ่งนั้น (ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง) มีความหมายในเชิงปฏิเสธ โดยจะวางไว้อยู่หน้า Noun (คำนาม) ของประโยคที่เป็นรูปเอกพจน์ เช่น 

 

  • Neither team wanted to lose. (ทั้งสองทีมไม่อยากแพ้) 
  • That tennis game was very close. Neither player had a clear advantage. (การแข่งเทนนิสนัดนั้นลุ้นมาก ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครได้เปรียบใคร) 
  • Neither parent knew about the accident. (ทั้งพ่อและแม่ (คำว่า parent ในภาษาอังกฤษหมายรวมถึงพ่อและแม่ในคำเดียว) ไม่มีใครรู้เรื่องอุบัติเหตุ) 

 

ส่วนคำว่า Neither of เราจะใช้กับคำนามที่เป็นรูปพหูพจน์ที่มีคำบ่งชี้ (เข่น my, his, these, the ฯลฯ) นำหน้า หรือกับเป็น Pronoun (สรรพนาม) เช่น you, us, them  

 

  • Neither of my best friends was around. (เพื่อนสนิททั้งคู่ของฉันไม่อย��่แถวนี้) 
  • Neither of the birthday cards was suitable. (การ์ดวันเกิดทั้งสองแบบใช้ไม่ได้) 
  • Neither of our cars has enough petrol so we have to take the bus. (รถของเราทั้งสองคันน้ำมันไม่พอ เลยต้องขึ้นรถเมล์แทน) 
  • The present is for neither of us. (ของขวัญนี้ไม่ใช่สำหรับเราทั้งคู่) 
  • Neither of them is married. (พวกเขาทั้งสองคนยังไม่มีใครแต่งงาน) 
  • Neither of us expected to be fired. (เราทั้งสองคนไม่ได้คิดว่าจะโดนไล่ออก) 

 

และ Neither ยังถูกนำมาใช้คู่กับ nor ในรูปแบบนี้ Neither … nor … ซึ่งมีความหมายว่าไม่ใช่ทั้งสิ่งนี้และไม่ใช่สิ่งนั้น  

 

  • Neither John nor Fred likes doing the dishes. (ทั้งจอห์นและเฟรดไม่มีใครชอบทำอาหาร ) 
  • I want neither the red shirt nor the blue shirt. (ฉันไม่อยากได้ทั้งเสื้อเชิ้ตสีแดงหรือสีน้ำเงิน) 
  • I neither smoke nor drink. (ฉันทั้งไม่ได้สูบบุหรี่และไม่ดื่มเหล้า) 
  •  

ซึ่งมีข้อควรจำว่า Neither จะใช้คู่กับ nor เท่านั้น ไม่สามารถใช้คู่กับคำว่า or ที่แปลว่า “หรือ” เหมือนกันได้ 

 

N̶e̶i̶t̶h̶e̶r̶ ̶m̶e̶ ̶o̶r̶ ̶h̶e̶r̶ ̶w̶e̶n̶t̶ ̶t̶o̶ ̶t̶h̶e̶ ̶l̶i̶b̶r̶a̶r̶y̶.̶  

 

ต้องใช้เป็น Neither me nor her went to the library. 

 

 

 

Either 

 

Either = อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนั้น 

ส่วนใหญ่ Either จะใช้ในประโยคคำถามหรือประโยคปฏิเสธ 

โดยจะวางไว้อยู่หน้า Noun (คำนาม) ของประโยคที่เป็นรูปเอกพจน์ เช่น 

 

  • Either restaurant is fine for me. (ฉันกินร้านไหนก็ได้ในสองร้านนั้น) 
  • Please place these trees on either side of the tent. (โปรดนำต้นไม้พวกนี้ไปวางไว้ที่ข้างใดข้างหนึ่งของเตนท์) 

 

 

ส่วนคำว่า Either of เราจะใช้กับคำนามที่เป็นรูปพหูพจน์ที่มีคำบ่งชี้ (เข่น my, his, these, the ฯลฯ) นำหน้า หรือกับเป็น Pronoun (สรรพนาม) เช่น you, us, them  

 

 

  • We’ve been dating for 6 months and I haven’t met either of her parents. (เราคบกันมา 6 เดือนแล้ว แต่ฉันยังไม่เคยเจอพ่อหรือแม่ของแฟนเลย) 
  • I haven’t read either of these books. (ฉันยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มไหนสักเล่มในสองเล่มนั้น) 
  • I don’t want either of those apples. Do you have one that is not rotten? (ฉันไม่อยากกินแอปเปิลลูกไหนสักลูกในสองลูกนั้น มีลูกที่ไม่เน่าบ้างไหม?) 
  • I don’t think he is going to invite either of us. (ฉันว่าเขาคงไม่ชวนเราคนไหนสักคนหรอก) 
  • I don’t like either of them. (ฉันไม่ชอบอันไหนสักอย่างในสองอย่างนั้น)  
  • I think I left my keys and wallet at the office. I don’t want to lose either of them. (ฉันว่าฉันลืมกุญแจกับกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ออฟฟิศแน่ ๆ ฉันไม่อยากให้อะไรหายเลยทั้งคู่) 

 

และ Either ยังถูกนำมาใช้คู่กับ or ในรูปแบบนี้ Either … or … ซึ่งมีความหมายว่าให้เลือกระหว่างสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสองสิ่ง  

 

  • Either you or John has to finish the report before 5pm. (คุณหรือจอห์นต้องทำรายงานให้เสร็จก่อน 5 โมงเย็น) 
  • You can have either the red shirt or the blue shirt. (เลือกเอาเสื้อเชิ้ตสีแดงหรือสีน้ำเงินไปได้ตัวหนึ่ง) 
  • Either you leave the building now or I call the security guards. (ถ้าคุณไม่ออกไปจากตึก ฉันจะเรียกรปภ.เดี๋ยวนี้) 

 

 

 

ซึ่งมีข้อควรจำว่า Either จะใช้คู่กับ Or เท่านั้น ไม่สามารถใช้คู่กับคำว่า nor ที่แปลว่า “หรือ” เหมือนกันได้ 

 

Y̶o̶u̶ ̶c̶a̶n̶n̶o̶t̶ ̶t̶a̶k̶e̶ ̶e̶i̶t̶h̶e̶r̶ ̶p̶i̶z̶z̶a̶ ̶n̶o̶r̶ ̶h̶a̶m̶b̶u̶r̶g̶e̶r̶.̶. 

 

ต้องใช้เป็น You cannot take either pizza or hamburger.  

 

Course Discussion