Lesson

Question tags

Question tags (หรือบางครั้งเรียก Tag Questions) คือคำถามขนาดสั้นที่ต่อท้ายประโยคในการสนทนา ส่วนใหญ่แล้ว Question tags จะเอามาใช้สำหรับสองกรณีใหญ่ ๆ คือ: 

 

  • เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นความจริงหรือไม่ 
  • เพื่อกระตุ้นให้ฝ่ายคู่สนทนาของเราตอบกลับ 

 

การใช้ Question tags ก็ไม่ยาก เพียงนำกริยาช่วย (auxiliary / modal verb) ได้แก่  be (am, are, is, was, were, being),can,could,do (did, does, doing),have (had, has, having),may,might,must,shall,should,will,would และคำสรรพนาม (pronouns) จากประโยคมาสร้างเป็นคำถามแบบ Question tags ซึ่งสามารถทำได้ในสองรูปแบบคือ 

 

  1. ประโยครูปบอกเล่าตามด้วยคำถามย่อรูปปฏิเสธ 

 

ตัวอย่าง 

 

  • Jack is from Spain, isn’t he? (แจ็คมาจากสเปนใช่ไหม?) 
  • Mary can speak English, can’t she? (แมรี่พูดอังกฤษได้นี่ ถูกไหม?) 

 

  1. ประโยครูปปฏิเสธตามด้วยคำถามย่อรูปบอกเล่า 

 

ตัวอย่าง 

 

  • They aren’t funny, are they? 
  • He shouldn’t say things like that, should he? 

 

 

 

 

ประโยครูปบอกเล่า             +                 คำถามย่อรูปปฏิเสธ 

 

 +                                                   –        

You     are a student, aren’t you? ←ประธานจากประโยคอยู่ถัดจากกริยาช่วย 

ในที่นี้คือ are  

 

 

ประโยครูปปฎิเสธ            +                 คำถามย่อรูปบอกเล่า 

 

 –                                                   +        

Maryisn’t a teacher,     is      she? ←ประธานในประโยคนี้คือ Mary ซึ่งเป็นผู้หญิง 

จึงแทนที่ด้วยสรรพนาม (pronoun) she แทน 

 

 

 

กล่าวง่าย ๆ ว่าหลักการตั้งคำถามแบบ Tag question คือให้นำประธานและกริยาช่วยที่ต่อท้าย (สองคำแรกของประโยค) มาวางต่อท้ายประโยค โดยวางสลับที่และเปลี่ยนรูปของกริยาช่วยให้เป็นบอกเล่าหรือปฏิเสธ ขึ้นอยู่กับว่าประโยคนั้นเป็นแบบไหน 

 

เช่น  

 

They are walking to school, aren’t they? 

(They are กลายเป็น aren’t they) 

 

She isn’t taking the bus, is she? 

(She isn’t กลายเป็น is she) 

 

เมื่อเราเข้าใจวิธีการตั้งคำถามแบบ Question tag ของภาษาอังกฤษแล้ว เราลองมาดูกฎการใช้งานตามหลักไวยากรณ์ ดังที่ได้บอกไปแล้วว่าการตั้งคำถามแบบ Question tag จะประกอบด้วยสรรพนาม (pronoun) ที่เป็นประธานของประโยคกับกริยาช่วย  (auxiliary verb) ซึ่งกฎก็คือกริยาช่วยในส่วนที่เป็น Question tag จะต้องสอดคล้องกับรูปกาล (tense) ของประโยค  

 

ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้  

 

  1. He has read this book, hasn’t he? 
  1. *He read this book, didn’t he? 
  1. He is reading this book, isn’t he? 
  1. *He reads a lot of books, doesn’t he? 
  1. He will read this book, won’t he? 
  1. He should read this book, shouldn’t he? 
  1. He can read this book, can’t he? 
  1. He would read this book, wouldn’t he? 
  1. He had read this book, hadn’t he? 

 

ลองสังเกตดูว่าประโยคส่วนใหญ่ข้างต้นทำการสร้าง Question tag โดยการนำ auxiliary verb ของประโยคด้านหน้ามาใช้ แต่สำหรับข้อ 2 และ 4 จะสังเกตว่าประโยคนำหน้าไม่มี auxiliary verb เพราะมันอยู่ในรูป tense แบบ present simple (ปัจจุบันอย่างง่าย) และ past simple (อดีตอย่างง่าย) จึงต้องนำคำกริยาช่วยสำหรับ tense ทั้งสองนี้มาใช้; 

 

-เมื่อคำกริยา (verb) ของประโยคหลักอยู่ในรูป present simple ให้สร้าง question tag ด้วย does (ถ้าประธานเป็นเอกพจน์) หรือ do (ถ้าประธานเป็นพหูพจน์) 

 

ตัวอย่าง 

 

  • You play the guitar, don’t you? 
  • Alison likes tennis, doesn’t she? 

 

 

-เมื่อคำกริยา (verb) ของประโยคหลักอยู่ในรูป past simple ให้สร้าง question tag ด้วย did (ไม่ว่าประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์) 

 

ตัวอย่าง 

 

  • They went to the cinema, didn’t they? 
  • She studied in New Zealand, didn’t she? 

 

แน่นอนว่าเมื่อมีกฎก็ต้องมีข้อยกเว้น การสร้าง question tag ในบางกรณีอาจใช้ auxiliary verb กับ pronoun ที่ไม่สอดคล้องกับประโยคนำ เช่น 

 

I am – I am attractive, aren’t I? (ในรูป Question tag เปลี่ยนจาก am เป็น are) 

ประโยคคำสั่งเชิงบวก – Stop daydreaming, will / won’t you? (ใช้ will/won’t แสดงการถามเชิงออกคำสั่ง ว่าจะหยุดฝันกลางวันได้ไหม ) 

ประโยคคำสั่งเชิงลบ- Don’t stop singing, will you?  (ใช้ will/won’t แทน do) 

Let’s – Let’s go to the beach, shall we? (เพราะว่าคำว่า Let’s ในที่นี้เป็นการถามในลักษณะเชิญชวน ไม่ใช่คำสั่ง จึงใช้ shall เพื่อให้เกิดความหมายว่า จะไปกันไหม) 

This / that is – This is Paul’s pen, isn’t it? (Pronoun ใช้เป็น it ไม่ใช่ this หรือ that) 

 

ถ้าหากว่าในประโยคนำมีกริยา (verb) เป็น has หรือ have ที่แปลว่า “มี” เราสามารถสร้าง question tag ได้ทั้งสองแบบนี้ 

 

  • He has a book, hasn’t he? 
  • He has a book, doesn’t he? (ใช้ do หรือ does แทน has หรือ have ได้) 

จากที่ได้กล่าวข้างต้นว่าการสร้าง question tag นั้นจะมีลักษณะเป็นประโยครูปบอกเล่าตามด้วยคำถามย่อรูปปฏิเสธ หรือ ประโยครูปปฏิเสธตามด้วยคำถามย่อรูปบอกเล่า 

ซึ่งสองแบบนี้เรียกว่าเป็นแบบ balanced tag (สมดุล) นั่นคือเกิดขั้วตรงข้ามสองขั้วอยู่ในประโยคเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในภาษาอังกฤษมีการตั้งคำถาม question tag แบบประโยครูปบอกเล่าตามด้วยคำถามย่อรูปบอกเล่าเหมือนกัน หรือ ประโยครูปปฏิเสธตามด้วยคำถามย่อรูปปฏิเสธเหมือนกัน ซึ่งในลักษณะนี้เรียกว่า  ิunbalanced tag (ไม่สมดุล) มีการประมาณกันว่าในบทสนทนาปกติราว ๆ 40-50% มีการตั้งคำถามย่อแบบ ิunbalanced tag ซึ่งมักจะใช้เพื่อเอาไว้เน้นย้ำ หรือพูดในเชิงเสียดสี เช่น 

 

  • Do listen, will you? (ช่วยฟังกันหน่อยได้ไหม?) 
  • Oh, I’m lazy, am I? (ฉันขี้เกียจจริง ๆ สินะเนี่ย?) 

 

และการตั้งคำถามย่อแบบ ิunbalanced tag ยังสามารถนำมาใช้เพื่อแสดงถึงการยืนยันหรือหยั่งเชิงขอความคิดเห็น เช่น 

 

  • I’ll make tea, shall I? (ฉันจะชงชา ดีไหม?) 

 

สำหรับในการสนทนาด้วยปากนั้น การใช้เสียงสูงหรือต่ำร่วมกับคำถามแบบ question tag ก็จะให้ความหมายที่แตกต่างกันออกไป 

 

ถ้ามีการถามด้วย question tag โดยใช้เสียงสูง  นั่นหมายความว่าผู้ถามไม่แน่ใจและต้องการคำตอบ 

 

 

This is your car, isn’t it? (รถของคุณนี่ ใช่ไหม?) 

 

แต่ถ้ามีการถามด้วย question tag โดยใช้เสียงต่ำ นั่นหมายความว่าผู้ถามต้องการที่จะขอการยืนยัน หรือเป็นการต่อบทสนทนาเฉย ๆ 

This is your car, isn’t it?  

 

 

Course Discussion